ก.ศ.ร.กุหลาบ “กุ”พระราชประวัติ
เรื่องชาติกำเนิดของ'สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี'นั้นมีครบถ้วนเต็มรูปแบบในรัชสมัยของสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่๕ ซึ่งเป็นยุคที่การพิมพ์เฟื่องฟูที่สุดจนมีการออกหนังสือพิมพ์ในประเทศไทยและ หนังสือพิมพ์ที่โด่งดังที่สุดในยุคนั้นชื่อ'สยามประเภท'ของนักเขียนอิง ข้อมูลประวัติศาสตร์คนดังนามปากกา ก.ศ.ร.กุหลาบโดยเริ่มแต่งครั้งแรกเป็นตอนๆลงในหนังสือสยามประเภทเมื่อปี พ.ศ.๒๔๔๒ ในชื่อเรื่องว่า'อภนิหารประจักษ์แห่งพระเจ้ากรุงธนบุรีศรีอยุธยา'ต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๕๓ จึงพิมพ์เป็นเล่มในชื่อเรื่องว่า'หนังสือพระราชประวัติของสมเด็จพระเจ้าตาก(สิน) ซึ่งต่อมาคือต้นฉบับของหนังสืออภินิหารบรรพบุรุษที่เราอ้างถึง
พระราชประวัติของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีในหนังสือ'อภินิหารบรรพบุรุษ'ที่ ก.ศ.ร.กุหลาบ เขียนนั้นอ้างว่าคัดลอกมาจาก'ตำรามหามุขมาตยานุกูลวงษ์'ของเจ้าพระยาศรีธรรมาธิราช(บุญรอด)เช่นเดียวกับที่อ้างถีงเมื่อครั้งเขียนเรื่องพงศาวดารกรุงสุโขทัยตอนเมื่อจะเสียกรุงแก่กรุง ศรีอยุธยา ที่ตีพิมพ์ในหนังสือสยามประเภท จนเป็นเหตุให้สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงสั่งให้ส่งตัว ก.ศ.ร.กุหลาบไปอยู่กับผู้จัดการในโรงเลี้ยงบ้า ๗ วัน แล้วจึงให้ปล่อยตัวไป แต่ก่อนที่พระพุทธเจ้าหลวงจะส่ง ก.ศ.ร.กุหลาบเข้าโรงพยาบาลบ้านั้น ก.ศ.ร.กุหลาบสร้างเรื่องในการปลอมแปลงเอกสารประวัติศาสตร์ไว้มากมาย จนต่อมาภายหลัง สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงพระนิพนธ์เรื่องนี้ไว้เป็นการเฉพาะในนิทานโบราณคดี เรื่องหนังสือหอหลวง
พระนิพนธ์เรื่อง “หอหลวง”นั้นเป็นต้นกำเนิดของคำว่า “กุ”เป็นคำที่กล่าวถึงหนังสือที่ ก.ศ.ร.กุหลาบเขียนว่าหาที่มาของต้นฉบับที่แท้จริงไม่ได้แม้สักเล่มเดียว โดยในการบรรยายเกี่ยวกับการ “กุ”ของ ก.ศ.ร.กุหลาบ ในหนังสือ “หอหลวง”นั้น เริ่มบรรยายตั้งแต่ ก.ศ.ร.กุหลาบ เริ่มเห็นหนังสือและพงศาวดารฉบับเขียนเป็นครั้งแรกเมื่อ ..”พ.ศ. ๒๔๒๔ ปีนั้นมีงานฉลองพระนครครบ ๑๐๐ ปี ในงานนั้นมีการแสดงพิพิธภัณฑ์ ใช้บริเวณท้องสนามหลวงเป็นที่จัดแสดงโดยสร้างเป็นโรงชั่วคราวขึ้นมา ครั้งนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ดำรัสชวนพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการ ตลอดจนคฤหบดี ให้ช่วยจัดสี่งของต่างๆอันเป็นความรู้และความคิดกับทั้งฝีมือช่างของไทยมาตั้งแสดงให้คนดู จัดที่แสดงเป็นห้องๆ ต่อกันไปตามประเภทสิ่งของ ครั้งนั้นกรมหลวงบดินทร์ฯทรงรับแสดงหนังสือไทยฉบับเขียน เอาหนังสือ(สมุด)ในหอหลวงที่มีมาแต่โบราณ มาตั้งแสดงห้องหนึ่ง ก.ศ.ร. กุหลาบ(หนังสือหอหลวงเรียก ก.ส.ร.กุหลาบ) รับอาสาแสดงหนังสือไทยสมัยเมื่อ'แรกพิมพ์'ห้องหนึ่งอยู่ต่อกับห้องของกรมหลวงบดินทร์ฯด้วยเป็นของประเภทเดียวกัน...”(*๑)
ในครั้งนั้นสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ไปดูทั้งสองห้องและเริ่มรู้จักตัวก.ศ.ร.กุหลาบในการแสดงนี้และทรงบันทึกประวัติของก.ศ.ร.กุหลาบไว้ในพระนิพนธ์หอหลวงว่า '...กล่าวกันว่า เดิมรับจ้างเป็นเสมียนอยู่ในโรงสีไฟของห้างมากวลด์ จึงเรียกกันว่า'เสมียนกุหลาบ'ทำงานมีผลจนตั้งตัวได้ก็สร้างบ้านเรือนอยู่ริมแม่น้ำข้างใต้วัดราชาธิวาสฯ นายกุหลาบเป็นผู้มีอุปนิสัยรักรู้โบราณคดีได้พยายามหาหนังสือฉบับแรกพิมพ์ เช่น หมายประกาศที่พิมพ์เป็นใบปลิว และหนังสือเรื่องต่างๆที่พิมพ์เป็นเล่มสมุดในรัชกาลที่ ๔ รวบรวมไว้ได้มากกว่าผู้อื่น จึงกล้ามารับแสดงหนังสือฉบับพิมพ์ในงานครั้งนั้น...(*๒)'
ในการจัดแสดงครั้งนั้นก.ศ.ร.กุหลาบ มีโอกาสได้เห็นหนังสือที่กรมหลวงบดินทร์ฯนำมาแสดงพบว่ามีหนังสือเกี่ยวกับโบราณคดีต่างๆที่ตัวไม่เคยรู้ไม่เคยเห็นอยู่เป็นอันมากและเพราะห้องแสดงอยู่ติดกัน ก.ศ.ร.กุหลาบจึงสามารถเข้าไปดูหนังสือที่กรมหลวงบดินทร์ฯนำมาแสดงได้ทุกวันจนติดใจ และในชั้นต้นนั้นคงเป็นเพราะความใฝ่รู้ของ ก.ศ.ร.กุหลาบๆจึงอยากได้หนังสือเหล่านั้นไปไว้ศึกษาเล่าเรียน จึงใช้วิธี'ประจบ'กรมหลวงบดินทร์ฯตั้งแต่การแสดงที่ท้องสนามหลวงจนงานเลิกแล้วก็ยังตามไปเฝ้า'ประจบ'ที่วังอย่างสม่ำเสมอจนเมื่อมั่นใจว่ากรมหลวงบดินทร์ฯทรงมีพระเมตตาต่อตนเองแล้ว ก.ศ.ร. กุหลาบจึงทูลขอคัดสำเนาหนังสือหอหลวงบางเรื่องแต่กรมหลวงบดินทร์ฯไม่ประทานอนุญาตตรัสว่า '...ว่าหนังสือหอหลวงเป็นของต้องห้ามมิให้ใครคัดลอก...(*๓)'
ก.ศ.ร.กุหลาบ จนใจหมดหนทางแต่กิเลสมีมากจนลืมผิดชอบชั่วดีไปหมดเลยคิดใชัวิธีการที่ไม่ถูกต้องคือการหลอกลวงกรมหลวงบดินทร์ฯ '...นายกุหลาบจนใจจึงคิดทำกลอุบายทูลขออนุญาตเพียงขอยืมไปอ่านแต่ครั้งละเล่มสมุดไทย และสัญญาว่าพออ่านแล้วจะรีบส่งคืนในวันรุ่งขึ้น กรมหลวงบดินทร์ฯ ไม่ทรงระแวงก็ประทานอนุญาต นายกุหลาบจึงไปว่าจ้างนายทหารมหาดเล็กที่รู้หนังสือเตรียมไว้สองสามคน...(*๔)'
มีต่อ กรุณารออ่าน